Center of Motor is www.usedmotorclub.com

ที่นี่คือศูนย์กลางข้อมูลสำหรับผู้ใช้รถในประเทศไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ขับขี่เอง หรือเป็นผู้โดยสารก็ตาม ทั้งรถยนต์ รถโดยสาร รถทัวร์ รถมอเตอร์ไซต์ หรือแม้แต่รถจักรยาน ที่นี่จะเป็นศูนย์รวมข้อมูลสำหรับผู้ใช้รถทุกท่าน

ความปลอดภัยและอันตรายที่เกิดขึ้นบนท้องถนน

สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดเมื่ออยู่บนท้องถนนก็คือเรื่องความปลอดภัย ซึ่งหากคุณประมาณเกิดอุบัติเตุขึ้นมาทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ย่อมส่งผลกระทบแน่นอนไม่ว่ากับตัวท่านหรือบุคคลสิ่งของที่อยู่รอบตัวท่าน ไม่มากก็น้อย ดังนั้นแล้ว โปรดมีสติในการใช้รถใช้ถนน

การดูแลและบำรุงรักษาเครื่องยนต์

หลายๆ ท่านได้แต่ขับขี่รถ แต่ไม่เคยสนใจหรือมีความเข้าใจเกี่ยวกับการบำรุงและดูแลรักษารถยนต์แม้แต่น้อย ที่นี่จะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่จะทำให้ท่านได้เรียนรู้และทำความเข้าใจในทุกเรื่องเกี่ยวกับการดูแลรักษารถของท่านให้ถูกวิธีและปลอดภัย

รถสวย รถดี รถมีคุณภาพ

คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่ารถที่คุณกำลังเพ่งเล็งที่จะซื้ออยู่นั้นเป็นรถที่มีคุณภาพจริง เป็นรถที่ดีจริง เป็นรถที่สวยจริง ที่นี่เรามีข้อมูลให้ท่านสามารถเรียนรู้เพื่อพิจารณารถใหม่มือ 1 และรถมือ 2 อย่างคลอบคลุมครบถ้วน

ศูนย์ข้อมูลผู้ใช้รถในประเทสไทย

เราเปิดให้ท่านเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา โดยสามารถตั้งคำถามในสิ่งที่ท่านต้องการทราบเกี่ยวกับข้อมูลการใช้รถ หรือเป็นผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น หรือแบ่งปันประสบการณ์ตรงจากตัวท่าน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิกผู้ใช้รถในประเทศไทยต่อไป

หน้าเว็บ

10 คำถามก่อนตัดสินใจซื้อรถ



ผมทำ checklist ไว้ สำหรับท่านที่กำลังตัดสินใจซื้อรถอยู่ ทั้งนี้ใน 10 ข้อดังกล่าว อาจจะช่วยทำให้ท่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้น รวมถึงอาจเตือนให้ท่านไม่หลงลืมในกรณีเมื่อซื้อรถไปแล้ว ทางศูนย์มีบริการหลังการขายเช่นไร ลองดูครับ

Overview : หลักง่ายๆ สำหรับผู้ที่กำลังซื้อรถ ผมสร้างหัวข้อคำถามชุดนี้ สำหรับวัดผลเพื่อประกอบการตัดสินใจในการซื้อรถของท่าน โดยให้ความสำคัญในเรื่องการบริการหลังการขาย จะสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านต้องการหรือไม่ ทั้งนี้ Check List ชุดนี้จะเหมาะกับการที่ท่านยังลังเล หรือยังไม่มั่นใจว่า รถยนต์ยี่ห้อดังกล่าวที่ท่านกำลังเล็งอยู่นั้น ตอบรับความต้องการท่านในบริการหลังการขายดีพอหรือยัง

วิธีใช้งาน : ก่อนที่ท่านจะวางเงินจองรถ ท่านควรสอบถามข้อมูลจาก Sale ที่เสนอขายรถให้กับท่านให้ครบทุกข้อ ถ้าข้อไหนมีโบชัวร์ หรือเอกสารประกอบให้ขอมาเก็บไว้ด้วย

Check List :
1.   รถรุ่นนี้รับประกันอะไหล่กี่ปี หรือกี่กิโลเมตร
2.   รถรุ่นนี้มีบริการฟรีค่าบำรุงรักษาหรือไม่ แล้วรายละเอียดเป็นอย่างไร
3.   รถรุ่นนี้มีรับประกันแบตเตอรี่ ยาวนานแค่ไหน
4.   มีบริการรถลากฟรี ในกรณีที่มีปัญหาฉุกเฉินหรือไม่ แล้วให้ฟรีกี่ปี
5.   กรณีอะไหล่เสียหายในระยะประกันแล้วต้องจอดซ่อมข้ามวัน มีรถสำรองใช้หรือไม่ เงื่อนไขเป็นอย่างไร spec ของรถสำรองใช้เป็นอย่างไร
6.   ถ้ารับรถและนำไปใช้แล้วผิดปกติ จะสามารถขอคืนรถ หรือเปลี่ยนคันได้หรือไม่ ภายใต้เงื่อนไขอย่างไร
7.   ศูนย์บริการมีกี่ศูนย์ ที่ไหนบ้าง แล้วมาตรฐานเดียวกันหรือไม่
8.   อะไรบ้างในตัวรถ ที่ไม่รับประกันตาม warrantee
9.   ปกติเมื่อจะเข้าศูนย์ สามารถเข้าได้เลยทันที หรือต้องโทรนัดเวลาก่อน ถ้าต้องโทรนัด จะต้องรอคิวประมาณกี่วัน
10.   รถรุ่นนี้ราคาขายต่อจะอยู่ที่เท่าไหร่

1.   รถรุ่นนี้รับประกันอะไหล่กี่ปี หรือกี่กิโลเมตร
-   ปกติแล้วจะรับประกัน 3 ปี หรือไม่เกิน 100,000 กิโลเมตร ถ้าได้มากกว่านั้น หรือมีบริการซื้อประกันเพิ่มได้ จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เหตุผลเพราะอะไหล่แต่ละตัวมันย่อมมีอายุการใช้งานไม่มีตัวไหนที่อยู่ยงคงกระพันได้ บางรายการอาจเสียหรือบกพร่องก่อน 3 ปีด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้ว ถ้าคุณขับรถอย่างเดียว ซ่อมหรือแก้ไขอะไรในตัวรถเป็นเรื่องที่ไม่ถนัด ก็ควรให้ความสนใจในเรื่องการรับประกันนี้ครับ

2.   รถรุ่นนี้มีบริการฟรีค่าแรงบำรุงรักษาหรือไม่ แล้วรายละเอียดเป็นอย่างไร
-   ปกติฟรีค่าแรงบำรุงรักษาจะมีให้เกือบทุกยี่ห้อ และส่วนใหญ่ก็จะเท่ากับการประกันอะไหล่ด้วย โดยความหมายแล้ว จะเป็นการให้บริการฟรีค่าแรงเท่านั้น ไม่รวมอุปกรณ์ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก จิปาถะ ดังนั้นแล้ว ควรสอบถามข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน ถ้ามีโปรโมชั่นที่ฟรีการบำรุงรักษารถตลอดอายุ 3 ปี ทั้งค่าแรง ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย นั่นเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งจะทำให้คุณตัดสินใจซื้อรถรุ่นนั้นได้อย่างมั่นใจขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับภาระการบำรุงรักษารถ เพราะปกติแล้ว การถ่ายน้ำมันเครื่องก็จะประมาณ 3-4 เดือนครั้ง แล้วแต่การขับขี่ ดังนั้นถ้าคุณมีเงินเก็บที่จะต้องใช้สำหรับภาระเหล่านี้ได้ ก็ตัดข้อกังวลเรื่องนี้ไปได้เลย ส่วนเรื่องเรตราคาคุณสามารถสอบถามจาก Sale ได้เลย เพราะศูนย์แต่ละศูนย์ย่อมมีข้อมูลตารางราคาค่าบำรุงรักษาอยู่แล้ว

3.   รถรุ่นนี้มีรับประกันแบตเตอรี่ ยาวนานแค่ไหน
-   แบตเตอรี่ถึงแม้จะไม่ใช้ชิ้นส่วนหลักของเครื่องยนต์ แต่เป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนและใช้รถยนต์เป็นอย่างมาก ซึ่งแนะนำว่าคุณควรจะต้องเข้าใจในเงื่อนไขของแบตเตอรี่ติดรถยนต์ที่คุณจะได้มา คนรอบข้างผมหลายๆ คน มักเกิดปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็ว แล้วเสียเงินเปลี่ยนแบต โดยไม่รู้ตัวว่าสามารถเคลมแบตเตอรรี่จากศูนย์บริการได้ โดยไม่ต้องเสียเงิน ทั้งนี้เงื่อนไขของการรับประกันแบตเตอรรี่ของรถยนต์แต่ละรุ่นก็จะแตกต่างกันไป รวมถึงประเภทของแบตที่ห้ามใช้ หรือต้องระวังในการใช้งานด้วย เพราะรถบางรุ่น แนะนำให้ใช้เฉพาะแบตแห้ง รถบางรุ่นแนะนำว่าถ้าใช้แบตน้ำ ต้องต่อสายระบายน้ำกรดล้นด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะเก็บข้อมูลนี้ทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อรถ

4.   มีบริการรถลากฟรี ในกรณีที่มีปัญหาฉุกเฉินหรือไม่ แล้วให้ฟรีกี่ปี
-   เรื่องนี้ไม่จำเป็นว่าจะเหมสะผู้ที่ต้องใช้รถในต่างจังหวัดบ่อยๆ หรือต้องใช้รถในที่เปลี่ยวบ่อยๆ เท่านั้น ผมคิดว่าทุกท่านควรให้ความสำคัญ เหตุผลเพราะเรื่องเวลา และเรื่องค่าใช้จ่าย ที่ต้องใช้สำหรับลากรถเข้าศูนย์ ง่ายๆ ลอง search ใน google ดูครับ ว่าค่าลากรถปกติแล้วคิดเท่าไหร่  และที่สำคัญที่คุณต้องถามคือ บริการนี้ไช้ได้เฉพาะเคสที่อุปกรณ์รถมีปัญหาเอง หรือเคสที่เกิดอุบัติเหตุด้วยหรือไม่ บริการนี้จัดให้ฟรีกี่ปี เงื่อนไขมีอะไรบ้าง ถ้าศูนย์มีข้อเสนอนี้มาให้ นั่นเป็นสิ่งที่การันตีคุณได้ว่า อย่างน้อยศูนย์เค้าก็มั่นใจว่ารถรุ่นที่ท่านซื้อมานั้นแข็งแรงทนทานแน่นอน

5.   กรณีอะไหล่เสียหายในระยะประกันแล้วต้องจอดซ่อมข้ามวัน มีรถสำรองใช้หรือไม่ เงื่อนไขเป็นอย่างไร spec ของรถสำรองใช้เป็นอย่างไร
-   เรื่องนี้จำเป็นมากที่ต้องได้คำตอบ หากคุณมีรถใช้งานในครอบครัวเพียงคันเดียว เพราะนั้นจะหมายถึงว่าหากรถคุณมีปัญหาต้องจอดซ่อมนานข้ามวัน คุณจะลำบากในการเดินทางโดยทันที และที่สำคัญควรขอเอกสารหลักฐานหรือโบชัวร์มาเก็บไว้ด้วย เพราะเมื่อท่านซื้อรถยนต์มาแล้ว หากโชคร้ายรถเสียต้องซ่อมหลายวัน คุณอาจไม่ได้รับความสะดวกในการบริการรถสำรองใช้ก็เป็นได้ บางศูนย์ก็จะบอกว่ารถไม่มี บางศูนย์ก็จะบอกว่า ต้องจอดซ่อม 5 วันถึงจะขอรถสำรองให้ใช้ได้ บางศูนย์จัดรถสำรองให้ แต่สเป็กรถต่ำต้อยด้วยค่ากว่ารถที่เราเสียเงินซื้อมามาก ดังนั้นแล้ว เพื่อสิทธิ์ของตัวท่านเอง ขอข้อมูลให้รอบคอบ ชัดเจน ให้นึกเสียว่า ถึงแม้รถเราเสียต้องจอดซ่อมนานทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นความผิดของเรา แต่เป็นเพราะอุปกรณ์ของรถมันมีปัญหาเอง แล้วเราก็จำเป็นต้องผ่อนชำระค่างวดรถเท่าเดิมทุกเดือน ดังนั้น เราก็ควรจะได้รถสำรองใช้ และรถสำรองใช้นี้ก็ต้องมี spec ที่เทียบเท่าหรือดีกว่ารถที่เราเสียเงินไป ถ้าศูนย์ไหนให้คำตอบคุณไม่ได้ นั่นแปลว่า ศูนย์นั้น หรือยี่ห้อนั้น มี่บริการรถสำรองใช้แน่นอน

6.   ถ้ารับรถและนำไปใช้แล้วผิดปกติ จะสามารถขอคืนรถ หรือเปลี่ยนคันได้หรือไม่ ภายใต้เงื่อนไขอย่างไร
-   เรื่องนี้ถ้าไม่ถามกันก่อนให้เข้าใจ คุณอาจะมีปัญหากับรถยี่ห้อนั้นไปเลยตลอดชั่วลูกชั่วหลานก็เป็นได้ ซึ่งปกติแล้ว ในวันรับรถศูนย์ก็จะให้เราตรวจสอบโดยละเอียดก่อนที่จะเซ็นต์รับมอบ แต่บางครั้งการตรวจเช็คโดยการมองด้วยตาเปล่า และลองขับขี่แบบชั่วคราวอาจไม่สามารถตรวจสอบได้ครบถ้วนทุกปัญหา ผมคนหนึ่งละ เคยโชคร้ายมาแล้ว ออกรถป้ายแดงมาแค่ 3 วัน อยู่ดีๆ รถก็มีเสียงวี๊ดร้องลั่น เสียงเหมือนเหล็กสีกัน แต่ผมโชคร้ายศูนย์ไม่ยอมให้เปลี่ยนรถคันใหม่ โดยบอกว่าไม่อยู่ในข้อตกลง ต้องซ่อมแทน และที่สำคัญ หาสาเหตุไม่เจอ กว่าจะเจอ ผมก็ใช้รถแบบกลัวๆ ไป 2 เดือน ถึงจะแก้ไขปัญหาให้ได้ แล้วก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ประมาณ 4 วันได้ครับ ข้อนี้ จึงอยากแนะนำให้ทุกท่านทำความเข้าใจกับ sale ก่อน จะได้ไม่ต้องเถียงกัน หรือผิดใจกันเมื่อมันเกิดปัญหามาแล้ว (รถที่ผมมีปัญหาป้ายแดง เป็นรถสัญชาติอเมริกัน ผลิตในไทยครับ)

7.   ศูนย์บริการมีกี่ศูนย์ ที่ไหนบ้าง แล้วมาตรฐานเดียวกันหรือไม่
-   ทำไมถึงต้องถามเรื่องนี้ล่ะ ? ง่ายๆ เลยครับถ้ามีศูนย์บริการคลอบคลุมทั่วประเทศ เราก็มั่นใจได้ว่าไปจังหวัดไหน ก็ไม่ต้องกังวล ถ้ามีศูนย์บริการคลอบคลุมพื้นที่ที่เราเดินทางอยู่เป็นประจำ ก็มั่นใจได้ว่าหากรถเราเสียก็สะดวกในการเข้าศูนย์ในพื้นที่เดินทางประจำของเรา แต่ใจความสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ควรสนใจครับ ยกตัวอย่าง ศูนย์ กทม. มีอุปกรณ์ตรวจวัดความผิดปกติของเครื่องยนต์ด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ศูนย์แถวบ้านไม่มี แล้วถ้าโชคร้ายรถมีปัญหา ไม่ต้องแกะเกาปัญหากันเละเทะ ?  หรือต้องเสียเวลาตรวจสอบจากศูนย์ใกล้บ้านก่อน ตรวจสอบไม่ได้ ต้องลากไป กทม. อีกถึงจะตรวจสอบได้ ดังนั้นแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญนะครับ

8.   อะไรบ้างในตัวรถ ที่ไม่รับประกันตาม warrantee
-   คำถามนี้ส่วนใหญ่ Sale มักจะตอบเราไม่ได้ชัดเจนครับ แต่... ศูนย์ต้องมีข้อมูลอยู่แล้วจากสำนักงานใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าทางศูนย์จะเปิดเผยให้เราในฐานะผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อ ได้รับทราบข้อมูลหรือไม่ ดังนั้นแล้ว ถ้าท่านได้รับข้อมูลจากศูนย์ ขอถ่ายสำเนามาเลยครับ เก็บเป็นหลักฐานไว้เลย หากท่านตัดสินใจซื้อรถรุ่นนั้น เพราะมันคือสิทธิของเรา สิทธิที่พึงรู้ในสินค้าและบริการ จากที่เราต้องเสียเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อรถ

9.   ปกติเมื่อจะเข้าศูนย์ สามารถเข้าได้เลยทันที หรือต้องโทรนัดเวลาก่อน ถ้าต้องโทรนัด จะต้องรอคิวประมาณกี่วัน
-   ข้อนี้ต้องเก็บเป็นข้อมูลเพื่อท่านจะได้ประเมินได้ว่า จำนวนลูกค้าของรถยี่ห้อนี้มีมากน้อยแค่ไหน มีการบริการที่รวดเร็วพอกับปริมาณลูกค้าหรือไม่ ซึ่งอีกนัยหนึ่งถ้ามองในแง่ร้าย รถมีปัญหามากหรือเปล่าถึงต้องรอคิวเข้าศูนย์นานหลายวัน ทั้งนี้ เก็บข้อมูลเบื้องต้นจากศูนย์ก่อน แล้วค่อยเจาะลึกกับเพื่อนที่เคยมาใช้บริการกับศูนย์ดังกล่าว หรือรถยี่ห้อดังกล่าว ถึงปัญหาต่างๆ ที่ต้องเข้าศูนย์ว่ามีมากน้อยเพียงใด

10.   รถรุ่นนี้ราคาขายต่อจะอยู่ที่เท่าไหร่
-   สำหรับใครที่ซื้อรถโดยมีเป้าหมายว่าจะซื้อใช้นานๆ อาจไม่ต้องคำนึงถึงราคาขายต่อ แต่ขอแนะนำก่อนว่า ให้ศึกษาราคาอะไหล่ให้ดีเสียก่อนว่ารับได้หรือไม่ถ้าเกิดมีปัญหาแล้วต้องเปลี่ยนหลังหมดอายุการรับประกันอะไหล่ ส่วนใครที่คิดว่าผ่อนหมดก็คงเปลี่ยนคัน ก็ควรคำนึงถึงราคาขายต่อสักนิด ให้ลองเปรียบเทียบสัดส่วน % ของเงินคงเหลือว่าจะเหลือซักกี่ % หลังจากขายต่อแล้ว โดยอาจนำไปเทียบกับรถรุ่นอื่น หรือยี่ห้ออื่น แต่หากใครคิดจะซื้อมือ 2 ก็ไม่ควรเอามาเทียบกับมือ 1 เพราะการซื้อมือ 2 มาใช้แล้วขายต่อ สัดส่วน % ของเงินคงเหลือหลังจากขายเมื่อเทียบกับซื้อแล้ว รถมือ 2 ย่อมมี % สูงกว่าแน่นอน

รู้ได้อย่างไรว่ายางจะหมดอายุเมื่อไหร่

หากดูจากรูปร่างลักษณะภายนอกของยางแล้ว สิ่งที่เราจะรู้ได้ว่ายางรถยนต์ที่เราใช้นั้นสมควรเปลี่ยนแล้วหรือยัง ก็คืออาการยางบวม หรือยางมีรอยแตกมากมาย

และนอกเหนือจากการสังเกตุจากรูปร่างลักษณะของยางแล้ว จุดที่ท่านควรทราบอีกจุดหนึ่งคือ ตัวเลขแสดงวันผลิตยาง ซึ่งยางทุกเส้นจะมีตัวเลข 4 หลักแสดงบอก โดยตัวเลข 2 หลักหน้า จะบ่งบอกว่ายางผลิตในสัปดาห์ที่เท่าไหร่ของปี ส่วนตัวเลข 2 หลักหลัง จะบ่งบอกว่ายางผลิตในปีไหน

ยกตัวอย่าง 0707 จะหมายถึง ยางผลิตในสัปดาห์ที่ 7 ของปี 2007 หากเปิดปฏิทินดูแล้ว ก็คือผลิตในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ของปี 2007 นั่นเอง

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่ายางจะหมดอายุเมื่อไหร่ ?

ให้ท่านเข้าใจได้เลยว่า ยางรถยนต์ปกติแล้ว จะมีอายุการใช้งานเพียง 4 ปี ดังนั้นแล้ว ให้ท่านนับเวลาต่อไปอีก 4 ปีข้างหน้าเทียบกับวันผลิต ท่านก็จะทราบได้ว่าควรจะเปลี่ยนยางใหม่เมื่อใด

รถโดยสารสาธารณะที่ติดตั้งโคมไฟสปอร์ตไลท์ หรือดัดแปลงโคมไฟเบรก ไฟท้าย หรือไฟเลี้ยว ผิด!



กรมการขนส่งทางบก เตือนรถโดยสารสาธารณะที่ติดตั้งโคมไฟสปอร์ตไลท์ หรือดัดแปลงโคมไฟเบรก ไฟท้าย หรือไฟเลี้ยวให้มีสีสันต่าง ๆ จะถูกเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายทันที โทษสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ประชาชนที่พบเห็นแจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากข้อมูลการจดทะเบียนรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกสะสมจนถึงณ วันที่31 พฤษภาคม 2556 มีจำนวนรถโดยสารทั้งสิ้น 138,146คัน เป็นรถโดยสารประจ าทาง จ านวน 88,313 คัน รถโดยสารส่วนบุคคล จำนวน 11,300 คัน และรถโดยสาร
ไม่ประจำทาง จำนวน 38,533 คัน ในจ านวนนี้ พบว่า มีผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารไม่ประจำทาง เช่น รถทัวร์ รถเพื่อการทัศนาจร หรือรถรับจ้างรับส่งพนักงาน บางส่วนไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางราชการ โดยนำรถดังกล่าวไปติดตั้งโคมไฟสปอร์ตไลท์ให้มีลักษณะโคมไฟเรียงกันเป็นแถวยาวที่ด้านหน้ารถและด้านท้ายรถ ทั้งตามแนวตั้งและแนวนอนจำนวนมาก รวมถึงการดัดแปลงโคมไฟต่าง ๆ เช่น โคมไฟเบรก, โคมไฟท้าย, โคมไฟเลี้ยว หรือโคมไฟหยุดแบบต่าง ๆ ให้มีสีที่ผิดไปจากที่กฎหมายกำหนด ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่รถที่ตามหลังและสวนทางมา หรือรถบางคันติดสติ๊กเกอร์บดบังทัศนวิสัยในการมองกระจกหน้ารถ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นกระจกรถได้ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ส่วนควบของรถไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ติดตั้งแตรลม, ประตูฉุกเฉินใช้การไม่ได้, ไม่มีเครื่องดับเพลิง เป็นต้น ซึ่งการกระท าดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ตามมาตรา 71 รถที่ใช้ในการขนส่งต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรงมีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

นายสมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกได้มีหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการขนส่ง ห้ามติดตั้ง แก้ไข ดัดแปลง เพิ่มเติมโคมไฟเบรก โคมไฟเลี้ยว และโคมไฟ ส่องสว่างเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังได้ส่งผู้ตรวจการออกตรวจเข้มตามจุดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดดังกล่าวจะดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย โทษสูงสุดปรับไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมทั้งบันทึกลงในประวัติผู้ประกอบการขนส่ง ทั้งนี้ จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการ พนักงานขับรถ ให้ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสามารถถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ส่งตรงมาที่กองตรวจการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกหรือส านักงานขนส่งจังหวัด
ทั่วประเทศ หรือ จดหมายเลขทะเบียนรถแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

credit  http://www.dlt.go.th

การปฏิบัติตามกฎจราจรของผู้ขับขี่รถจักรยาน

การปฏิบัติตามกฎจราจรของผู้ขับขี่จักรยาน

           
1. ทางใดที่ได้จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับขี่ในทางนั้น
                     
2. รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องจัดให้มี
    - กระดิ่งที่ให้สัญญาณได้ยินได้ในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร
    - เครื่องห้ามล้อที่ใช้การได้ดี เมื่อใช้สามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ทันที
    - โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาวไม่น้อยกว่า 1 ดวง ที่ให้แสงไฟส่องตรงไปข้างหน้า เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 15 เมตร และอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา
    - โคมไฟติดหลังรถจักรยานแสงแดงไม่น้อยกว่า 1 ดวง ที่ให้แสงไฟส่องตรงไปข้างหลังหรือวัตถุสะท้อนแสงสีแดงแทน ซึ่งเมื่อถูกไฟส่องให้มีแสงสะท้อน

3. ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดทำให้สำหรับรถจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องขับขี่จักรยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น
                 
4. ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ห้ามผู้ขับขี่รถจักรยานปฏิบัติดังนี้
    - ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
    - ขับรถโดยไม่จับคันบังคับรถ
    - ขับขนานกันเกินสอง เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน
    - ขับโดยนั่งบนที่อื่นอันมิใช่ที่นั่งที่จัดไว้เป็นที่นั่งตามปกติ
    - ขับโดยบรรทุกบุคคลอื่น เว้นแต่รถจักรยานสามล้อมสำหรับบรรทุกคน ทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
    - บรรทุกหรือถือสิ่งของ หีบห่อ หรือของใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจับคันบังคับรถหรืออันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
    - เกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่นอยู่

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เพื่อความเข้าใจง่ายและอ่านโดยสะดวก Admin ขออนุญติเรียบเรียบใหม่โดย อ้างอิงข้อมูลจาก พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 (ลักษณะ 10 รถจักรยาน) http://www.rsp.go.th/rsp/index.php?option=com_content&view=article&id=144:---2522-&catid=37:2009-01-19-11-37-46&Itemid=61

มาตรา 79 ทางใดที่ได้จัดไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยาน ต้องขับในทางนั้น
มาตรา 80 รถจักรยานที่ใช้ในทางเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดไว้ สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องจัดให้มี
(1) กระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินได้ ในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
(2) เครื่องห้ามที่ใช้การได้ดีเมื่อใช้สามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ทันที
(3) โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาวไม่น้อยกว่าหนึ่งดวง ที่ให้แสงไฟ ส่องตรงไปข้างหน้าเห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่าสิบห้าเมตร และ อยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมา
(4) โดยไฟติดท้ายรถจักรยานแสงแดงไม่น้อยกว่าหนึ่งดวง ที่ให้แสงสว่างตรงไปข้างหลังหรือติดวัตถุสะท้อนแสดงสีแดงแทน ซึ่งเมื่อถูกส่องให้ มีแสงสะท้อน
มาตรา 81 ในเวลาต้องเปิดไฟตาม มาตรา 11 หรือ มาตรา 61 ผู้ขับขี่ รถจักรยานอยู่ในทางเดินรถ ไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ต้องจุดโคมไฟแสงขาวหน้ารถเพื่อให้ผู้ขับขี่หรือคนเดินเท้า ซึ่งขับรถหรือ เดินสวนสามารถมองเห็นรถ
มาตรา 82 ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดิน รถไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องเดินรถประจำทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องขับขี่รถ จักรยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น
มาตรา 83 ในทางเดินรถไหล่ทางหรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยาน
(1) ขับโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สิน
(2) ขับโดยไม่จับคันบังคับรถ
(3) ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน
(4) ขับโดยนั่งบนที่อื่นมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งตามปกติ
(5) ขับโดยบรรทุกบุคคลอื่น เว้นแต่รถจักรยานสามล้อสำหรับบรรทุกคน ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
(6) บรรทุก หรือถือสิ่งของหรือของใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวาง การจับคันบังคับรถหรืออันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
(7) เกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่นอยู่
มาตรา 84 เว้นแต่บทบัญญัติในลักษณะนี้จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้ ผู้ขับขี่รถจักรยานปฏิบัติตาม มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 39 มาตรา 40 มาตรา 41 มาตรา 41 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49 มาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 52 มาตรา 53 มาตรา 53 มาตรา 55 มาตรา 56 มาตรา 57 มาตรา 59 มาตรา 60 มาตรา 61 มาตรา 62 มาตรา 63 มาตรา 64 มาตรา 69 มาตรา 70 มาตรา 71 มาตรา 72 มาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 76 (2) มาตรา 78 มาตรา 125 มาตรา 127 และ มาตรา 133 ด้วยโดยอนุโล

พร้อมหรือยังกับการขึ้นราคาค่าทางด่วน เริ่ม 1 กันยายน 2556

ทางด่วนขึ้นราคา 1 กันยายน 2556


เริ่ม 1 กันยายน 2556 จะมีการปรับขึ้นค่าทางด่วนดังนี้

- สำหรับโครงข่ายในเมือง (ทางพิเศษเฉลิมมหานคร: ดินแดง-ท่าเรือ, บางนา-ท่าเรือ, ดาวคะนอง-ท่าเรือ, ทางพิเศษศรีรัชส่วน A และ B : ถนนรัชดาภิเษก-พระราม ๙, พญาไท-บางโคล่)  จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษเป็น ๕๐/๗๕/๑๑๐ บาท  สำหรับรถ ๔ ล้อ รถ ๖-๑๐ ล้อ และรถมากกว่า ๑๐ ล้อ ตามลำดับ
   
- สำหรับโครงข่ายนอกเขตเมือง (ทางพิเศษศรีรัช ส่วน C: ถนนรัชดาภิเษก-แจ้งวัฒนะ) จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษเป็น ๑๕/
๒๐/๓๕ บาท สำหรับรถ ๔ ล้อ  รถ ๖-๑๐ ล้อ และรถมากกว่า ๑๐ ล้อ ตามลำดับ
     
- ส่วนโครงข่ายนอกเขตเมือง (ทางพิเศษศรีรัชส่วน D: ถนนรัชดาภิเษก-ศรีนครินทร์) จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษเป็น ๒๕/๕๕/๗๕ บาท สำหรับรถ ๔ ล้อ  รถ ๖-๑๐ ล้อ และรถมากกว่า ๑๐ ล้อ ตามลำดับ
     
กทพ. จะได้นำเสนอกระทรวงคมนาคม เพื่อประกาศอัตราค่าผ่านทางพิเศษต่อไป  ทั้งนี้ อัตราค่าผ่านทางพิเศษที่จะปรับขึ้นใหม่ จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๖
     
สำหรับทางพิเศษอุดรรัถยา ช่วงแจ้งวัฒนะถึงเชียงราก  จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษเป็น  ๔๕/๑๐๐/๑๕๐ บาท  สำหรับรถ ๔ ล้อ รถ ๖-๑๐ ล้อ และรถมากกว่า ๑๐ ล้อ ตามลำดับ และช่วงเชียงรากถึงบางไทรจะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษเป็น ๑๐/๒๐/๓๐ บาท  สำหรับรถ ๔ ล้อ รถ ๖-๑๐ ล้อ และรถมากกว่า ๑๐ ล้อ ตามลำดับ โดยจะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

credit  http://www.exat.co.th/news/4/1/5556

ประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม ในการซื้อแบตเตอรี่

เลือกร้านหน่อย ก่อนซื้อแบตเตอรี่รถยนต์

ผมเชื่อว่าคนแต่ละคน มีความคิดแตกต่างกัน มีความละเอียดรอบคอบแตกต่างกัน บางคนคิดมาก บางคนคิดน้อย บางคนไม่คิดอะไรเลย แต่สำหรับเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์แล้ว... อยากให้ลองอ่านบทความนี้ดูครับ

มีสมาชิกใน Used Motor Club ท่านหนึ่ง ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการใช้รถไว้ โดยกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาแบตเตอรี่รถยนต์ ที่ส่งผลต่อห้องเครื่องในรถยนต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของบทความนี้

แบตเตอรี่รถยนต์ ถ้ามองผิวเผิน ก็ไม่เห็นจะต้องมีเรื่องน่ากังวลอะไร แต่... ความไม่น่ากังวลนี้ กลับก่อให้เกิดปัญหา โดยเจ้าของรถไม่รู้ตัว ผมซื้อรถป้ายแดงจากศูนย์บริการชื่อดัง ใช้รถไปประมาณ 1 ปี วันหนึ่งรถสตาร์ทไม่ติด แน่นอนแหละ ประเมินเบื้องต้นตามความรู้สึก ต้องเป็นแบตเตอรี่แน่ๆ จึงอาศัยเพื่อนข้างบ้านขอพ่วงแบตเตอรี่ แล้วขับไปตรวจสอบที่ร้านไดนาโมแบตเตอรี่ในละแวกใกล้ๆ บ้าน ทางร้านตรวจสอบแล้วแจ้งว่าแบตหมดจริงๆ ให้ทำการเปลี่ยน แต่แบตเตอรี่รถผมเป็นแบบแห้ง ที่ร้านมีทั้งแบบแห้งและแบบน้ำ ทางร้านให้ผมเลือก ด้วยความที่ผมไม่รู้ก็บอกช่างว่าแบบไหนก็ได้ครับ ที่มันสามารถใช้งานได้แล้วกัน ช่างก็จัดการให้ โดยใส่แบตเตอรี่แบบน้ำมาให้ผม หลังจากนั้นก็ใช้งานได้ปกติ
 
เวลาผ่านไปอีก 1 ปี วันหนึ่ง สตาร์ทรถมา ทำไมหน้าปัทแจ้งว่าน้ำมันหมดล่ะ ทั้งๆ ที่มีน้ำมันอยู่ครึ่งถัง หรือว่าถังน้ำมันรั่ว ก็รีบไปปั้มน้ำมัน เพื่อเติมน้ำมันอีก 500 บาท แล้ววิ่งเข้าศูนย์บริการทันที ช่างที่ศูนย์บริการตรวจสอบแล้ว แจ้งกลับมาว่า สายไฟในห้องเครื่องบวมครับ ต้องเปลี่ยนยกชุด สาเหตุเป็นเพราะน้ำกรดจากแบตเตอรี่กัดกร่อนสายไฟจนเป็นปัญหาสายไฟบวม อ้าว... เรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างผม ศูนย์บริการ และร้านแบตเตอรี่ มาร่วมเดือน (ขออนุญาตไม่กล่าวถึง ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็มีประเด็นที่ไม่น่าเชื่อถือในการสรุปของศูนย์บริการก็ตาม) สุดท้ายผมต้องจ่ายค่าอะไหล่เองทั้งหมด (ทั้งๆ ที่รถผมยังอยู่ในระยะประกัน 3 ปี)  ไม่เป็นไรครับ ถือเป็นบทเรียนที่ทำให้ผมเข้าใจ และทำให้ผมสามารถมาเล่าให้ทุกท่านได้เข้าใจ อย่างน้อยท่านจะได้ระมัดระวัง และไม่เจอปัญหาแบบผม
 
สรุปนะครับ ถ้ารถของคุณยังอยู่ในระยะประกันอะไหล่ ผมแนะนำว่าคุณไม่ควรทำอะไรกับรถของคุณจากภายนอกศูนย์บริการ เพราะหากเกิดปัญหาอะไรขึ้น ศูนย์บริการเค้าก็จะโบ้ยมาว่าปัญหามันเป็นเพราะสิ่งที่คุณไปทำมานอกศูนย์บริการ เอาเป็นว่าเข้าประเด็นดีกว่าครับ

- ถ้ารถคุณมีปัญหา ที่อาจเกิดจากแบตเตอรี่ ศูนย์บริการเค้าก็จะโบ้ยว่าเป็นเหตุเพราะแบตเตอรี่ของคุณ แล้วคุณก็จะเสียค่าอะไหล่เองทั้งๆ ที่ยังอยู่ในอายุรับประกันของศูนย์
- ถ้าคุณไปเปลี่ยนแบตเตอรรี่จากร้านทั่วไป แล้วหากมีปัญหา คุณอาจโชคร้ายถ้าร้านที่คุณไปเปลี่ยนไม่ใช่ Dealer ของบริษัทแบตเตอรี่นั้นๆ เพราะคุณจะไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายอะไรได้เลยจากผลพวงของปัญหาแบตเตอรรี่
- ถ้าคิดว่าจะต้องใช้บริการแบตเตอรี่จากร้านภายนอกจริงๆ คุณควรทำดังนี้
     1. เลือกยี่ห้อแบตด้วยตัวคุณเองเสียก่อน
     2. ไปสืบค้นจาก internet หาเบอร์สายด่วนของบริษัทแบต ยี่ห้อนั้น
     3. โทรไปสอบถามร้าน Dealer ในพื้นที่ใกล้เคียงที่คุณอาศัยอยู่
     4. เข้าไปรับบริการที่ร้านนั้นได้อย่างสบายใจ พร้อมทั้งเก็บเอกสารการซื้อไว้อย่างดี ทั้งใบเสร็จ ใบรับประกัน ถ้าให้ดี ขอชื่อผู้ที่คุณคุยด้วย และจดบันทึกเก็บไว้ด้วย

เพราะถ้าเกิดป้ญหาอะไร เราจะได้มีข้อมูลและหลักฐานที่สามารถตามได้ และที่สำคัญอย่าคิดว่าเรื่องเยอะ เพราะนี่คือประสบการณ์ตรงของผม ใครไม่เจอมาก่อนไม่รู้หรอกครับ ยอมเสียเวลาซักนิด ดีกว่าเสียความรู้สิกและเสียเงินอีกเยอะแยะ !!

ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จากสมาชิกในคลับเราครับ คุณ Peter ที่อนุญาติให้ดัดแปลงแก้ไขเนื้อหาแล้วนำมาเผยแพร่

รถติดไฟเบรก ไฟท้าย ไฟเลี้ยว มีสีสันต่างๆ ผิดกฎหมาย !

รถติดไฟเบรก ไฟท้าย ไฟเลี้ยว มีสีสันต่างๆ ผิดกฎหมาย


กรมการขนส่งทางบก เตือนรถโดยสารสาธารณะที่ติดตั้งโคมไฟสปอร์ตไลท์ หรือดัดแปลงโคมไฟเบรก ไฟท้าย หรือไฟเลี้ยวให้มีสีสันต่าง ๆ จะถูกเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายทันที โทษสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ประชาชนที่พบเห็นแจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายสมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากข้อมูลการจดทะเบียนรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกสะสมจนถึงณ วันที่31 พฤษภาคม 2556 มีจำนวนรถโดยสารทั้งสิ้น 138,146คัน เป็นรถโดยสารประจ าทาง จ านวน 88,313 คัน รถโดยสารส่วนบุคคล จำนวน 11,300 คัน และรถโดยสาร 
ไม่ประจำทาง จำนวน 38,533 คัน ในจ านวนนี้ พบว่า มีผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารไม่ประจำทาง เช่น รถทัวร์ รถเพื่อการทัศนาจร หรือรถรับจ้างรับส่งพนักงาน บางส่วนไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางราชการ โดยนำรถดังกล่าวไปติดตั้งโคมไฟสปอร์ตไลท์ให้มีลักษณะโคมไฟเรียงกันเป็นแถวยาวที่ด้านหน้ารถและด้านท้ายรถ ทั้งตามแนวตั้งและแนวนอนจำนวนมาก รวมถึงการดัดแปลงโคมไฟต่าง ๆ เช่น โคมไฟเบรก, โคมไฟท้าย, โคมไฟเลี้ยว หรือโคมไฟหยุดแบบต่าง ๆ ให้มีสีที่ผิดไปจากที่กฎหมายกำหนด ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่รถที่ตามหลังและสวนทางมา หรือรถบางคันติดสติ๊กเกอร์บดบังทัศนวิสัยในการมองกระจกหน้ารถ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นกระจกรถได้ชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ส่วนควบของรถไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ติดตั้งแตรลม, ประตูฉุกเฉินใช้การไม่ได้, ไม่มีเครื่องดับเพลิง เป็นต้น ซึ่งการกระท าดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ตามมาตรา 71 รถที่ใช้ในการขนส่งต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรงมีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท 

นายสมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกได้มีหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการขนส่ง ห้ามติดตั้ง แก้ไข ดัดแปลง เพิ่มเติมโคมไฟเบรก โคมไฟเลี้ยว และโคมไฟ ส่องสว่างเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังได้ส่งผู้ตรวจการออกตรวจเข้มตามจุดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดดังกล่าวจะดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย โทษสูงสุดปรับไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมทั้งบันทึกลงในประวัติผู้ประกอบการขนส่ง ทั้งนี้ จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการ พนักงานขับรถ ให้ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสามารถถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ส่งตรงมาที่กองตรวจการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ หรือ จดหมายเลขทะเบียนรถแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง 

ขอบคุณข้อมูล http://www.dlt.go.th